แนะสาวๆ รับมือกับ แฟนจอมดื้อ อย่างไรไม่ให้เครียด!

ขึ้นชื่อว่า "คนดื้อรั้นดันทุรัง" คงเป็นปัญหาที่ชวนให้ผู้ต้องประสบพบเจอเกิดการเอือมระอาและโมโหได้ไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่มีแฟนดื้อรั้น ชอบเอาชนะแล้ว คงยิ่งต้องกลุ้มใจ และอารมณ์เสียได้ง่ายเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะเวลาที่มีอยู่ด้วยกันนั้นมากกว่าคนอื่น และเมื่อนิสัยดื้อรั้นเกิดขึ้นบ่อยๆซ้ำๆ ย่อมทำให้หลายคนเกิดความเครียด และหมดความอดทน จนเกิดระเบิดกลายเป็นศึกปะทะกันได้ภายในบ้าน

อย่างไรก็ดี การที่จะบอกให้แฟนของเราเปลี่ยนแปลงตนเองให้กลายเป็นคนไม่ดื้อ ไม่รั้น ก็เห็นทีจะทำได้ยากในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นการที่เราจะรับมืออย่างมีสติ และไม่จมอยู่กับความเครียด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญและทำได้ โดย "นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ" จิตแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ปัญหาที่เราพบบ่อยๆ คือ การสนทนาที่เริ่มต้นแต่หาจุดจบที่ตกลงกันไม่ได้ ซึ่งก็ย่อมทำให้ความหงุดหงิดเกิดขึ้น เหมือนพูดกันเท่าไหร่แต่ก็ยังไม่เข้าใจกันเสียที ในบางครั้งก็อาจจะกลายเป็นการเอาชนะกัน เมื่ออีกฝ่ายมักดึงดันที่จะทำตามใจตัวเอง ไม่ฟังใครจึงทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่แฟนของตนเป็นคนดื้อรั้น

ทั้งนี้สิ่งแรกที่ควรจะทำ คือ ตั้งสติและหลีกเลี่ยงการพูดคุยขณะมีอารมณ์ จากนั้นสำรวจตนเองว่าสิ่งที่กำลังพูดกันนั้นคือเรื่องอะไร แยกเป็นเรื่องๆ ให้ชัดเจน หาว่าอะไรคือเรื่องหลัก พยายามอย่าเอาหลายๆเรื่องมาโยงกัน สังเกตดูว่าขณะกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นออกนอกเรื่องหรือไม่ มีการขุดอดีตที่ผิดพลาดมาพูดคุยกันหรือไม่ เพราะถ้าใช่ จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมาได้ง่ายและจะทำให้หลงประเด็น

"หลายกรณีเวลาที่แฟนไม่ฟัง ดื้อรั้น อีกฝ่ายมักจะใช้วิธีประชดประชัน บ่น ประณาม จนไปถึงขั้นทำลายข้าวของ สิ่งเหล่านี้ต้องดูก่อนว่า ตัวเราทำหรือเปล่า ถ้าทำขอให้เปลี่ยน ไม่เช่นนั้นนอกจากจะไม่ทำให้เรื่องดีขึ้นแล้วตัวเราจะเครียด และทำให้คู่สมรสรู้สึกไม่ดีไปด้วย เมื่อมองไม่ดี ก็จะไม่อยากคุย และไม่สนใจสิ่งที่เรากำลังสื่อสาร เพราะบางครั้งความรั้นของผู้ชายอาจมาจากตัวผู้หญิงเองก็ได้ เพราะการที่แฟนสาวหงุดหงิด ประชด หรือบ่นไม่ให้ทำแบบนั้น แบบนี้ อาจทำให้หนุ่มๆเบื่อ และยิ่งห้าม เหมือนยิ่งยุ เป็นการเอาชนะในเรื่องนั้นๆ มากยิ่งขึ้น" จิตแพทย์กล่าว

ส่วนกรณีที่ไม่สามารถหยุดความดื้อรั้นของแฟนหนุ่มได้เลย เช่น จะเอาเงินไปลงทุน แต่ในบางครั้งอาจเสี่ยงเกินไป หรือดูไม่เหมาะสม สิ่งที่ผู้หญิงควรทำ คือ คุยด้วยอารมณ์ที่ไม่เป็นลบ และเริ่มตั้งเงื่อนไขกับตัวเองใหม่ แทนที่จะบ่นก่นด่า หรือเถียงกันแบบหัวชนฝาให้แตกหัก ให้ลองเปลี่ยนเป็นการตั้งสติมองปัญหาอย่างเป็นกลาง พยายามฟังและทำความเข้าใจ บางทีเรื่องบางเรื่องอาจไม่มีทั้งผิดและถูก

"บางครั้งเมื่อห้ามไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแตกหัก การปล่อยให้เขาทำไปโดยไม่ประมาทก็เป็นทางออกที่เรียกได้ว่าเป็นการมาพบกันครึ่งทาง เช่น ถ้ารั้นจะลงทุน ก็จำเป็นต้องมีการตกลงกัน มีการวางแผนให้ดีเสียก่อน มีการหาความรู้ มีการตั้งเป้าการลงทุน มีการเก็บสำรองเงินไว้ยามฉุกเฉินไม่ทุ่มทีเดียวจนหมด เพราะเมื่อเกิดผิดจากเป้าที่ตั้งไว้ขึ้นมาจะได้มีเงินสำรองเก็บไว้ใช้" จิตแพทย์แนะ

วิธีการสื่อสารให้อีกฝ่ายเข้าใจนั้น จิตแพทย์แนะว่า ควรเป็นรูปแบบการสื่อสารสองทาง คือเป็นทั้งผู้ให้ข้อมูลอย่างมีสติและขณะเดียวกันก็ผู้ฟังที่ดี การใช้คำถามก็ควรเป็นลักษณะปลายเปิดให้ต่างฝ่ายต่างได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง ทั้งนี้ทั้งคู่พึงควรระลึกอยู่เสมอว่า การพูดคุยสื่อสารกันหรือการตกลงกันครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ชีวิตรักดีขึ้น มิใช่เป็นเวทีแห่งการเอาชนะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ในกรณีที่แฟนหนุ่มรั้นทำไปแล้วเกิดความผิดพลาด หรือทำไม่สำเร็จ ในฐานะคู่รักควรหลีกเลี่ยงการพูดคุยในแง่ลบหรือซ้ำเติม เช่น "ฉันบอกเธอแล้ว เธอไม่เชื่อฉันเอง แล้วเป็นอย่างไรล่ะ" เพราะนอกจากจะไม่ช่วยทำให้เรื่องดีขึ้นแล้วยังจะทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง บางครั้งก็อาจจะทำให้ความรั้นของฝ่ายชายเกิดมากขึ้นไปอีก สิ่งที่ควรจะทำก็คือ การให้กำลังใจ เห็นอกเห็นใจ และใช้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน

"ถ้าฝ่ายชายดื้อรั้นทำไปจนเกิดเป็นความผิดพลาด การด่าว่า ตอกย้ำหรือการประชดเรื่องที่เป็นอดีตไปแล้วก็คงไม่ใช่ทางออก เหล่านี้ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นมาเลยนอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร้าวฉานอันรุนแรงในอนาคต การรู้จักให้อภัยและเอาข้อผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนถือเป็นบันไดก้าวสำคัญที่จะพัฒนาทั้งตนเองและคู่สมรสต่อไป" จิตแพทย์ให้แนวทาง

ทั้งนี้การพิจารณาตัวเองด้วยก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในบางคู่แทนที่จะเป็นฝ่ายชายจอมรั้น ก็อาจจะเป็นฝ่ายหญิงจอมรั้น หรือ บางทีก็อาจจะเป็นทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจอมรั้นก็ได้ ถ้าฝ่ายหนึ่งคุมสติ และพูดคุยในเชิงบวก ไม่ใส่อารมณ์ บ่น หรือระชดประชัน เชื่อว่าอีกฝ่ายไม่ว่าจะฝ่ายชาย หรือฝ่ายหญิง ก็จะลดทิฐิลงมาโดยที่ไม่รู้ตัว ความกลุ้มใจ และความเครียดก็จะเกิดน้อยลงตามไปด้วย